วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ ๙

ปัญหาวัยรุ่นที่ไม่ได้รับการศึกษา
เด็กวัยรุ่นอายุ 16 – 18 ปี ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาไม่รับการศึกษาต่อ ลาออกจากโรงเรียนโดยมีปัจจัยจากปัญหาดังกล่าวคือ เด็กมีการสูบบุรี่ มีคนแย่ๆ ในโรงเรียน เพื่อนมีอิทธิพลในโรงเรียน ทำตามคำชักชวนของเพื่อนๆ เด็กติดยา เด็กมีปัญหาส่วนตัว และเกิดจากแรงจูงใจ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแต่ก็มีปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนเช่นกันโดยเมื่อเราสรุปปัญหาเหล่านี้แล้วเราสามารถสรุปออกเป็น 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ ปัญหาจากครอบครัว และปัญหาทางโรงเรียน เมื่อมีปัญหาเหล่านี้ขึ้นมาแล้วทำให้เด็กวัยรุ่นไม่มีงานทำได้มีศูนย์ช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ขึ้นมาจัดทำโครงการศึกษาเยาวชนท้องถิ่นขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของเด็กวัยรุ่น เพื่อให้เด็กวัยรุ่นเหล่านี้มีงานทำและมีศูนย์ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ในทุกๆ เรื่องการเตรียมตัวออกไปสังเกตการณ์สอน
                ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้องต้น จะเห็นได้ว่าเด็กมีปัญหาแต่ครูกลับไม่สนใจนักเรียนว่าเป็นอย่างไร  เมื่อเด็กมีปัญหาทางออกของเด็กคือการติดยาเสพย์ติด
                สำหรับตัวคนที่เป็นครูควรสอดส่องดูเด็กนักเรียนว่าเขามีพฤติกรรมแปลกๆ หรือปัญหา หากถ้าเด็กมีปัญหาตัวครูผู้สอนควรเข้าไปถามความทุกข์สุขของเด็กบ้าง ไปคุยกันบ้าง  ถามว่าวันนี้เรียนเป็นอย่างหรือไม่เข้าใจตรงไหนบ้าง ถามครูได้ตลอดเวลา
                สำหรับตัวของนักเรียน  เมื่อเราเห็นว่าครูคนไหนที่ดีกับเรา เวลามีปัญหา  เขาก็จะหันหน้าหรือกล้าที่จะมาปรึกษา เพราะครูจะทำตัวให้เหมือนเป็นพี่  หรือ พ่อแม่เรานักเรียน เท่านี้เด็กก็กล้าที่จะปรึกษาเมื่อมีปัญหา           
 ดังนั้นการเป็นครูไม่จำเป็นต้องสอนเท่าแต่เนื้อหาความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เรายังสอนการเป็นคน และสามารถแก้ปัญหาได้ตลอดเวลาเมื่อประสบปัญหา
คุณสมบัติของครูที่ดี ๑๐ ประการ
๑.ความมีระเบียบวินัย
๒.ความซื่อสัตย์สุจริตและความยุติธรรม
๓.ความขยัน ประหยัด และยึดมั่นในสัมมาอาชีพ
๔. ความสำนึกในหน้าที่และการงานต่าง ๆ รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ
๕.ความเป็นผู้มีความคิดริเริ่ม วิจารณ์และตัดสินอย่างมี
๖. ความกระตือรือร้นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีความรักและเทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
๗.ความเป็นผู้มีพลานามัยที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
๘.ความสามารถในการพึ่งพาตนเองและมีอุดมคติเป็นที่พึ่ง ไม่ไว้วานหรือขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
๙. ความภาคภูมิและการรู้จักทำนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม และทรัพยากรของ
๑๐.ความเสียสละ และเมตตาอารี กตัญญูกตเวที กล้าหาญ และความสามัคคีกันทำให้เกิดกับนักศึกษาอย่างไร
                นำคุณสมบัติที่ดีของครู ๑๐ ประการ มาปรับใช้กับตัวเรา เมื่อเรามีคุณสมบัติที่ดีของครู ก็สามารถเป็นครูที่ดีได้ และยังทำให้มีลุกศิษย์มากมายเคารพนับถือเราอีกด้วย

กิจกรรมที่ ๘

ความหมายของวัฒนธรรมองค์การ
                วัฒนธรรมองค์กร  หมายถึง  ทุกสิ่งทุกอย่างที่บุคคลในองค์กรหนึ่งปฏิบัติเหมือน ๆ  กันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะองค์การนั้น  เกิดจากการเชื่อมโยง  ผสมผสานกันระหว่างเจตคติของบุคคล  ค่านิยม  ความเชื่อ  ปทัสถาน  และการกระทำของบุคคล  ของกลุ่ม  ขององค์กร  นโยบายและวัตถุประสงค์ขององค์การ  เทคโนโลยี  สภาวะของกลุ่มความสำเร็จขององค์กร  จนเป็นที่ยอมรับของบุคคลในองค์การ
แนวคิดเกี่ยวกับองค์การ (Organization Theory)
                แนวความคิดที่เกี่ยวกับองค์การได้ถูกรวบรวม และคิดค้นอย่างมีรูปแบบ จนกลายเป็นทฤษฎีเมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ ๒๐ทฤษฎีเป็นเพียงนามธรรมที่อธิบาย และวิเคราะห์ถึงความจริง และประสบการณ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว อย่างมีระบบและมีแบบแผนเชิงวิทยาศาสตร์ว่า ถ้าทำ และหรือ เป็นอย่างนั้น ผลจะออกมาแบบนี้ (If ……then) ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ ทฤษฎีก็เปรียบเสมือนการคาดคะเนถึงผลที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน
 จากระยะเวลาต้นศตวรรษที่ ๒๐ จนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกแนวความคิดและทฤษฎีองค์การออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ (ไชยา ยิ้มวิไล ๒๕๒๘ อ้างจาก Henry L. Tosi)
๑. ทฤษฎีสมัยดั้งเดิม (Classical Theory)
๒.ทฤษฎีสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory)
๓. ทฤษฎีสมัยปัจจุบัน (Modern Theory)
แนวทางพัฒนาองค์การ
การพัฒนาองค์การ หมายถึง ความพยายามอย่างมีแผนและต่อเนื่อง เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั่วทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์การเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์การ ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงและต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคทางด้านพฤติกรรมศาสตร์ ประกอบกระบวนการวิจัยเชิงแก้ปัญหาเป็นแม่แบบ   
กลยุทธ์การสร้างวัฒนธรรมองค์การ
จะเห็นได้ว่าหากผู้นำมีความมุ่งมั่นสูงคในการสร้างวัฒนธรรมองค์การและวัฒนธรรมที่ต้องการสร้างมีความชัดเจน วัฒนธรรมดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและได้รับการดูแลให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง ในขณะที่ผู้นำซึ่งมีความมุ่งมั่นสูงในการสร้างวัฒนธรรมองค์การแต่ยังไม่มีความชัดเจนในวัฒนธรรมที่ต้องการสร้างขึ้น กรณีนี้ผู้นำจะให้ความสนใจต่อการกำหนดทิศทางของ
แนวทางการนำวัฒนธรรมองค์การไปใช้
สาขาของธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศไทยผู้จัดการพยายามพัฒนาพนักงานให้มีความ สนใจลูกค้ามากขึ้น เพราะพบว่าพนักงานมักจะให้บริการแก่ลูกค้า "แบบขอไปที" หรือ "เสียไม่ได้" กล่าวคือ ไม่เคยมีรอยยิ้ม การทำงานก็จะทำไปตามหน้าที่ การให้บริการล่าช้า เป็นการทำงานตามใจตัวเอง ส่งผลให้ลูกค้าตำหนิการให้บริการอย่างมาก ผู้จัดการสาขาท่านนั้นได้มีโอกาสเข้ารับการอบรม ใน หัวข้อ วัฒนธรรมองค์การ และได้ฟังการบรรยายตัวอย่างของ UPS และตัวอย่างของบริษัท Honda (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป) ทำให้ตระหนักถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การในการควบคุมพฤติกรรมพนักงาน

กิจกรรมที่ ๗

                การจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ   ให้นักศึกษาเปิดไฟล์ข้อมูลและสรุปการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพเป็นอย่างไร และนักศึกษาจะมีวิธีการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพได้อย่างไร  อ่านจากบทความนี้และนำแนวคิดมาใช้ในการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ
บทความเรื่อง การจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ
การจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ
       ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยในหลายโรงเรียน คือ การควบคุมดูแลนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัยและตั้งใจเรียน แม้กระทั่งครูที่มีประสบการณ์ด้านการสอนที่มีความเชื่อมั่นในวิธีการควบคุมชั้นเรียน โดยนักเรียนต้องเชื่อฟังและอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับแนวการเรียนการสอนในปัจจุบันที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ ให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้นั้นๆ ได้คิดลงมือทำกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น ตื่นตัว ตื่นใจ หรือมีใจจดจ่อผูกพันกับสิ่งที่ทำ มิใช่เพียง ทำไปให้เสร็จภารกิจเท่านั้น ดังนั้นการที่ครูจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมนั้น กิจกรรมนั้นจะต้องมีลักษณะที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่าง “active” คือช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกมีความกระตือรือร้นตื่นตัว มีความจดจ่อ ผูกพันกับสิ่งที่ทำ เพื่อก่อให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และครูที่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จนั้นจึงได้รับการยอมรับว่าเป็น “ครูมืออาชีพ”
ดังนั้น “ครูมืออาชีพ” จึงเป็นครูที่มีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน มีความสามารถจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องพัฒนาทักษะวิชาชีพของตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างแท้จริงดังนั้นการบริหารจัดการชั้นเรียนตลอดจนการสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่ครูมืออาชีพต้องให้ความสำคัญและสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       การจัดการชั้นเรียน คือ การจัดสภาพของห้องเรียนทางด้านกายภาพหรือการตกแต่งห้องเรียนด้วยวัสดุตกแต่งเพื่อเป็นการจูงใจนักเรียนให้มีความสนใจและตั้งใจเรียน นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดการชั้นเรียนเท่านั้น หากแต่ต้องมีการ
สร้างสรรค์และเอาใจใส่สภาพบรรยากาศภายในห้องเรียนด้วยเช่นกัน ครูจึงเป็นบุคคลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในการรับหน้าที่เป็นผู้สร้างและส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอน กระตุ้นความใฝ่รู้และใส่ใจในการศึกษาของผู้เรียน สร้างความมีระเบียบวินัยให้กับผู้เรียน
        การจัดการชั้นเรียนมีความสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
- การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หรือเกิดได้น้อยถ้ามีสิ่งรบกวนในชั้นเรียนอยู่ตลอดเวลาด้วย
ปัญหาทางด้านพฤติกรรมของนักเรียน
- นักเรียนที่อยู่ในชั้นเรียนที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งแวดล้อมในชั้นเรียนมีเสียงดังและ
สิ่งรบกวน หรือการจัดที่นั่งไม่เหมาะสมอาจเกิดสาเหตุให้เกิดปัญหาทางวินัยนำไปสู่การแสดง
พฤติกรรมที่ก้าวร้าว หรือทำให้นักเรียนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่งผลให้นักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
            ดังนั้น จะเห็นว่าการจัดการบริหารชั้นเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความ
กระตือรือร้นในการเรียนและร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยมีครูเป็นผู้วางแผนและกระบวนการส่งเสริมทั้งทางด้านกายภาพ จิตวิทยา และสังคม โดยมีสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ (Maslow)ที่กล่าวว่ามนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มตั้งแต่ขั้นความต้องการทางด้านร่างกาย ขั้นความต้องการความมั่นคง ขั้นความต้องการการยอมรับและยกย่องจากสังคมและขั้นความต้องการพัฒนาศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ทำให้ต้องการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทำให้ครูต้องเป็นผู้ช่างสังเกตว่านักเรียนมีความต้องการพื้นฐานในระดับใด และพยายามช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของนักเรียน ให้ความเป็นอิสระและเสรี รวมทั้งจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และรู้จักตนเอง
         วิธีการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ
การจัดการชั้นเรียนแบบมืออาชีพนั้นคนที่เป็นครูควรยึดหลักดังต่อไปนี้
       ๑. หลักประชาธิปไตย ครูควรให้ความสำคัญต่อนักเรียนเท่าเทียมกัน ให้ความเสมอภาค ให้อิสระ ให้โอกาสแก่ทุกคนในการแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันครูต้องใจกว้าง ยินดีรับฟังความเห็นของทุกคน และควรฝึกให้นักเรียนปฏิบัติตนตามสิทธิหน้าที่ รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น ให้รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างประชาธิปไตย
       ๒. หลักความยุติธรรม ครูควรปกครองโดยใช้หลักความยุติธรรมแก่นักเรียนทุกคนโดย
ทั่วถึง นักเรียนจะเคารพศรัทธาครู และยินดีปฏิบัติตามกฎระเบียบของครู ยินดีปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของครู ตลอดจนไม่สร้างปัญหาในชั้นเรียน
        ๓. หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งมีความหมายดังต่อไปนี้
เมตตา หมายถึง ความรักและเอ็นดุ ความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข
กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา หมายถึง ความยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ลาภยศ สุข สรรเสริญ
อุเบกขา หมายถึง ความเที่ยงธรรม การวางตัวเป็นกลาง การวางใจเฉย
ถ้าครูทุกคนยึดหลักพรหมวิหาร 4 ในการปกครองชั้นเรียน นอกจากจะทำให้นักเรียนมีความ
เคารพรักศรัทธาครู และมีความสุขในการเรียนแล้วยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่
นักเรียนด้วย
       ๔. หลักความใกล้ชิด การที่ครูแสดงความเอาใจใส่ ความสนใจ ให้ความใกล้ชิดกับ
นักเรียน เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างบรรยากาศทางด้านจิตวิทยา วิธีการแสดงความสนใจนักเรียนทำได้หลายวิธี ซึ่งประกอบด้วย
๑. ครูจะต้องรู้จักนักเรียนในชั้นทุกคน รู้จักชื่อจริง ชื่อเล่น ความสนใจของเด็กแต่ละคน
เป็นต้นว่า งานอดิเรก มีพี่น้องกี่คน จุดเด่น จุดด้อย ของนักเรียนแต่ละคน
๒. ครูจะต้องแสดงความสนใจในสารทุกข์สุขดิบของเด็กแต่ละคน เช่น หมั่นถามความ
เป็นไปของพี่น้อง ความคืบหน้าของการสะสมแสตมป์ คือ ไม่เพียงรู้แต่ว่าเด็กเป็นอะไรในข้อ 1 แต่รู้ข่าวคราวเคลื่อนไหวของสิ่งเหล่านั้นด้วย
๓. ครูจะมอบเวลาของตนเพื่อเด็ก เวลาที่นอกเหนือจากงานสอน ได้แก่ เวลาเย็นหลังเลิก
เรียน ช่วงพักระหว่างการเรียน เพื่อช่วยเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ว่าต้องการขอ
คำปรึกษา ต้องการขอคำแนะนำในการหารายได้พิเศษ ครูจะต้องพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กได้ตลอดเวลา
4. ครูจะต้องใกล้ชิด สัมผัสทั้งร่างกายและจิตใจ คำสั่งสอนและการกระทำของครูจะต้อง
สอดคล้องกัน เป็นต้นว่า ถ้าครูจะอบรมสั่งสอนเด็กเรื่องความซื่อสัตย์ ครูจะต้องปฏิบัติตนเป็นคนซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน กายสัมผัสก็เป็นสิ่งจำเป็น การจับต้องตัวบ้าง จะเป็นสื่อนำให้เด็กรู้สึกถึงความใกล้ชิดสนิทสนม
           นำแนวคิดมาใช้ในการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพ
เราสามารถที่จะนำหลักการดังกล่าวมาใช้เพื่อที่จะเป็นแนวทางหรือแนวคิดในการจัดชั้นเรียนแบบมืออาชีพของเราได้คือเราสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ถ้าปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปด้วยดี หมายถึง ทั้งครูและนักเรียนต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ซักถาม ครูให้ความเป็นกันเองแก่นักเรียน ให้นักเรียนมีอิสระ และมีความสบายใจในการทำกิจกรรม บรรยากาศภายในห้องเรียนก็จะไม่ตึงเครียด เป็นบรรยากาศที่รื่นรมย์ น่าเรียน น่าสอน ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี

กิจกรรมที่ ๖

มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการศึกษาเป็นทั้งการสร้าง การพัฒนา รวมทั้งการเสริมให้บุคคลมีคุณภาพ มีศักยภาพ ที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของชุมชน สังคม และประเทศ หากมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษาไม่มีมาตรฐาน หรือมาตรฐานต่ำ ก็ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่า ระบบการศึกษาจะสร้างหรือพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพที่จะมีชีวิตที่ก้าวหน้าและเป็นสุขได้ยากลำบาก ดังนั้นวิชาชีพที่จะมีมาตรฐานได้
นอกจากต้องมีความรู้และทักษะในวิชาชีพแล้วยังต้องมีความรับผิดชอบสูง ซึ่งวิชาชีพต้องประกอบวิชาชีพด้วยวิธีการแห่งปัญญา ได้รับการศึกษาอบรมมายาวนานเพียงพอ มีอิสระในการใช้ชีวิตตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทั้งต้องมีสถาบันวิชาชีพหรือองค์กรวิชาชีพที่เป็นแหล่งกลางในการสร้างสรรค์และจรรโลงวิชาชีพด้วย
การนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ
      การนำมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษามาใช้ในการประกอบการเรียนการสอน เพื่อสามารถนำมาปรับและพัฒนา รวมถึงส่งเสริมให้บุคคลและการศึกษามีคุณภาพ ศักยภาพ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้บุคลากรของประเทศเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า และมีความคิดสร้างสรรค์

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กิจกรรมที่ ๕

สรุปบทความเรื่องต้นแบบแห่งการเรียนรู้
           
ในปัจจุบันเราจะเห็นว่า “ต้นแบบ”มีอยู่ในวงการศึกษามากมาย ที่ได้ยินบ่อยมาก คือ “ครูต้นแบบ” ต่อ มาก็มี โรงเรียนต้นแบบ ศึกษานิเทศก์ต้นแบบ และ ต่อ ๆ ไปก็จะมี ผู้บริหารต้นแบบ นักเรียนต้นแบบ ผู้ปกครองต้นแบบ ชุมชนต้นแบบ ภารโรงต้นแบบ ฯลฯ   พระเทพโสภณ (ประยูร ธมมจิตโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พระคุณเจ้าได้สรุปความสำคัญของคำว่า “ต้นแบบ” ว่ามี 2 นัย
นัยแรกคือต้นแบบในฐานะเป็นแม่แบบ เพื่อให้ผู้ดูแบบได้เอาอย่าง ศึกษาตามพฤติกรรมต้นแบบ แล้วทำตามแบบ เลียนแบบ ต่อมาก็อาจ ประยุกต์แบบ
นัยที่สองคือ ต้นแบบในฐานะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นกำลังใจแก่ผู้ดูแล กระตุ้นให้ผู้ดูแบบสร้างสรรสิ่งดีงาม ต้นแบบตามนัยนี้อาจไม่ต้องมีการถ่ายทอดจากต้นแบบสู่ผู้ดูแบบ    ไม่ต้องสอนกันตรง ๆ เพียงแค่ผู้ดูแบบ....ได้เห็น... ได้รับฟังต่อ ๆ กันมาได้รับรู้ก็เกิดความปลื้มปีติ ศรัทธาเชื่อมั่น เป็นขวัญกำลังใจ แม้ไม่รู้จัก แม้เพียงแค่มอง ผู้ดูแบบก็ได้อานิสงส์มากมาย “แค่อยู่ให้เห็นก็เป็นแรงบันดาลใจมหาศาล”               การมีต้นแบบที่ดีย่อมเป็นกำลังใจ ครูควรต้องเป็นแบบอย่างที่ดีชี้นำทางสว่างแก่ศิษย์ ต้นแบบแห่งการเรียนรู้มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ คือ ต้นแบบสอนให้รู้ ต้นแบบทำให้ดู และต้นแบบอยู่ให้เห็น 
ดังนั้นสิ่งที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาตนเองได้  คือ  การที่เราสามารถแยกแยะได้ว่า  ต้นแบบไหนดี  ต้นแบบไหนที่ไม่ดี  สามารถนำต้นแบบที่ดีมาเป็นแบบอย่างในฐานะเป็นแรงบันดาลใจ  เกิดการใฝ่รู้ใฝ่เรียน  และเป็นกำลังใจในการพัฒนาตนเองให้ดี  เพราะเมื่อเราจบไปในฐานะของความเป็นครู  ใช่ ! เราย่อมเป็นต้นแบบหนึ่งที่เด็กนักเรียนของเราที่มองดูเรา  ประพฤติ  ปฏิบัติเหมือนเรา  ถ้าเราเป็นต้นแบบที่ดี  ก็จะสามารถช่วยให้ชาติมีเยาวชนที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในการพัฒนาและบริหารประเทศต่อไปได้ 

กิจกรรมที่ ๔

สรุปบทความเรื่อง ภาวะผู้นำและการเปลี่ยนแปลง
           ในการเป็นภาวะผู้นำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน  เพราะการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันสามารถสร้างความหายนะให้กับองค์กร
                แต่ในการเป็นผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ให้้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะผู้นำที่แท้นั้นต้องการจะเห็นทุกคนที่ก้าวเดินไปพร้อมกับเขามีความสุข และได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง ภาวะผู้นำกับการเสียสละเป็นสิ่งคู่กัน
               ดังนั้นผู้นำที่สามารถจัดกิจกรรมการบริหารในองค์กรของตนสอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน "มองส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว" ก็จะทำให้องค์นั้นๆสามารถอยู่รอดในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง

กิจกรรมที่ ๓


ประวัติอาจารย์หม่อม
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
เป็นปรมาจารย์ท่านแรกที่จะต้องเอ่ยถึงในฐานะผู้ก่อตั้งโขนธรรมศาสตร์ ให้เกิดขั้นในเมืองไทย ประวัติของอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือ"ครูคึกฤทธิ์"ของโขนธรรมศาสตร์นั้น คงไม่ต้องการคำกล่าวขวัญอันใดมากนักแล้ว ในฐานะปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทยที่รู้จักกันดี สำหรับโขนธรรมศาสตร์นั้นพูดสั้นๆแต่เพียงว่า ถ้าไม่มีอาจารย์คึกฤทธิ์ ก็คงไม่มีโขนธรรมศาสตร์เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ไม่มีอาจารย์คึกฤทธิ์แล้ว แต่โขนธรรมศาสตร์ยังพยายามดิ้นรนที่จะมีอยู่หรือดำรงอยู่ต่อไปให้ได้ตามเจตนารมณ์ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ (เมื่อแรกตั้งโขนธรรมศาสตร์) ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ คงต้องพิสูจน์กันต่อไป
อาจารย์คึกฤทธิ์ มีความสำคัญต่อโขนธรรมศาสตร์ในฐานะผู้ก่อตั้ง ผู้อุปถัมภ์ ผู้อำนวยการฝึกซ้อม ผู้คัดบทการแสดง ผู้คัดเลือกการแสดง ผู้ทำการประชาสัมพันธ์ เรื่อยๆจนถึงผู้หางานทำให้กับบัณฑิตโขนธรรมศาสตร์ของท่านในอดีตที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่น่าบันทึกไว้ในที่นี้คือ ความสามารถใน การคัดเสือกตัวละคร(ว่าใครจะเหมาะสมกับบทใด)ของอาจารย์คึกฤทธิ์นั้น ไม่มีใครเทียมทานหรือแทนที่ได้ เช่นเดียวกับการคัดเลือกตอนที่จะแสดงแล้วปรับปรุงบทการแสดงให้เข้ากับความรู้สึก และความต้องการ ของผู้ชมส่วนใหญ่และเข้ากับบุคลิกความสามารถของผู้แสดงนั้น น่าจะเป็นส่วนส่งเสริมอันสำคัญที่ทำให้โขนธรรมศาสตร์โด่งดังต่อเนื่องกันได้หลายทศวรรษ
ถึงวันนี้แม้อาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว แต่วิญญาณแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่อาจารย์คึกฤทธิ์ทิ้งไว้ให้กับชาวโขนธรรมศาสตร์ ทั้งอดีตและปัจจุบันนี้ยังอยู่ และน่าจะมีอยู่มากพอที่จะทำให้ผู้แสดงทุกคนเชื่อว่า วิญญาณของอาจารย์คึกฤทธิ์จะยังคงอยู่กับชาวโขนธรรมศาสตร์ ทุกคน ในการแสดงทุกครั้งของโขนธรรมศาสตร์